0

อิทธิพลทางการเงินที่มีผลต่อทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์นิคมในประเทศไทย

โดย นิภาภรณ์ ไสยวงศ์

………….ทุนเป็นปัจจัยที่สำคัญในการขยายตัวทางเศรษฐกิจและมีความสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้นการลงทุนจำเป็นต้องอาศัยเงินทุน ทุนเรือนหุ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่ต้องการใช้เงินทุน โดยมีสหกรณ์เป็นสื่อกลางระดมเงินออมจากสมาชิกเพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้เงินทุนของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งในภาวะเงินปันผลหรือดอกเบี้ยทุนเรือนหุ้น โดยในช่วง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2546-2555 ประมาณร้อยละ 5.00 – 6.50 และมีแนวโน้มจะคงที่ ดังนั้นการลงทุนในสหกรณ์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จูงใจให้สมาชิกหันมาลงทุนในสหกรณ์นิคม ถึงแม้ว่าเงินปันผลจะเป็นปัจจัยพื้นฐานของการตัดสินใจในการลงทุนของสมาชิกแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ปริมาณทุนเรือนหุ้น การศึกษาว่าอิทธิพลทางการเงินอะไรบ้างที่มีผลต่อปริมาณทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์นิคมทำให้การเลือกลงทุนกับสหกรณ์เป็นไปอย่างสมเหตุสมผลมากขึ้น

…………..มีารดำเนินการทดสอบโดยรวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง คือสหกรณ์นิคม ในรอบปีบัญชี 2555 จำนวน 84 สหกรณ์ เครื่องมือที่ใช้วิจัยจากรายงานการสอบบัญชีประจำปี ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Microsoft Excel และโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Window ค้นหาอิทธิพลทางการเงินที่มีผลต่อทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์นิคม พบว่าตัวแปรอิทธิพลทางการเงิน ที่มีผลต่อทุนเรือนหุ้นต่อสหกรณ์นิคม มากที่สุดคือ อัตราส่วนทุนหมุนเวียน(เนื่องจากมีค่าน้ำหนักอิทธิพลมากที่สุด เท่ากับ 311,443.51) รองลงมาได้แก่ อัตราค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน กำไรต่อสมาชิก เงินออมต่อสมาชิก สินทรัพย์ต่อสหกรณ์ ทุนของสหกรณ์ต่อสหกรณ์ ตามลำดับ โดยมีอิทธิพลหรือการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อทุนเรือนหุ้นต่อสหกรณ์ นั้นจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือตรงกันข้ามสามารถดูได้จาก เครื่องหมายและประเภทของอัตราส่วนทางการเงิน สัมประสิทธิ์ (น้ำหนัก) หน้าตัวแปรในแบบจำลองถ้าเครื่องหมายเป็นบวกแสดงว่ามีอิทธิพลต่อทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ ในทิศทางเดียวกัน ถ้าเป็นลบแสดงว่ามีอิทธิพลในทิศทางตรงข้าม ตัวอย่างเช่น ถ้าอัตราส่วนทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 1 เท่า จะทำให้ทุนเรือนหุ้นต่อสหกรณ์ เพิ่มขึ้น 311,443.51 บาทหรือถ้ากำไรต่อสมาชิกลดลง 1 บาทต่อคน ทุนเรือนหุ้นต่อสหกรณ์เพิ่มขึ้น 4,331.65 บาท สามารถแสดงในรูปแบบตารางดังนี้

…………..จากตารางอธิบายได้ว่า ถ้าค่าของตัวแปร 1) สินทรัพย์ต่อสหกรณ์ 2) ทุนของสหกรณ์ต่อสหกรณ์ 3) อัตราส่วนทุนหมุนเวียน 4) อัตราค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายดำเนินงานมากขึ้น จะทำให้ทุนเรือนหุ้นต่อสหกรณ์เพิ่มขึ้น (เปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกัน) แต่ในขณะที่ 1) กำไรต่อสมาชิก 2) เงินออมต่อสมาชิกลดลง จะทำให้ทุนเรือนหุ้นต่อสหกรณ์ เพิ่มขึ้น (เปลี่ยนแปลงในทิศทางตรงกันข้าม)

 ………….สรุปผลได้ดังนี้ การทดสอบอิทธิพลทางการเงินที่มีผลต่อทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์นิคม พบว่าสหกรณ์นิคมมีทุนเรือนหุ้นต่อสหกรณ์เฉลี่ย 14.89 ล้านบาท มีสินทรัพย์ต่อสหกรณ์เฉลี่ย 82.98 ล้านบาท และมีสมาชิกต่อสหกรณ์เฉลี่ย 2, 175 คน สำหรับผลการทดสอบอิทธิพลทางการเงินที่มีผลต่อทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ พบว่า

………….1. อิทธิพลทางการเงินด้านโครงสร้าง (Structure) มี 2 ตัวแปรคือ 1) สินทรัพย์ต่อสหกรณ์ และ 2) ทุนของสหกรณ์ต่อสหกรณ์ มีโอกาสส่งผลต่อทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ ทั้งนี้เป็นผลมาจาก หากสมาชิกได้เพิ่มทุนด้วยการมีทุนเรือนหุ้นต่อสหกรณ์ ที่สูงขึ้นก็มีโอกาสให้ทุนของสหกรณ์เพิ่มสูงขึ้น และในที่สุดสินทรัพย์ก็เพิ่มขึ้นตาม
………….2. อิทธิพลทางการเงินด้านการทำกำไร (Earning Sufficiency) มี 3 ตัวแปรคือ 1) กำไร(ขาดทุน) ต่อสมาชิก 2 ) เงินออมต่อสมาชิก และ 3 ) อัตราค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน มีโอกาสส่งผลต่อทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ ทั้งนี้เป็นผลมาจากสหกรณ์ที่มีค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ต่ำ ก็จะทำให้มีผลกำไรที่สูง จนทำให้สมาชิกมีเงินออมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีโอกาสที่จะปันผลแก่สมาชิกในรูปหุ้นดังนั้นทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์จึงสูงตาม
………….3. อิทธิพลทางการเงินด้านสภาพคล่อ(Liquidity) มีเพียงตัวแปรเดียว คือ อัตราส่วนทุนหมุนเวียน มีโอกาสส่งผลต่อทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ทั้งนี้เป็นผลมาจากสหกรณ์มีเงินให้สมาชิกกู้สูง แต่เงินรับฝากจากสมาชิกต่ำ ก็จะโอกาสที่สมาชิกจะเลือกลงทุนในรูปหุ้นของสมาชิกที่สูง
………….ดังนั้นทุนเรือนหุ้นจึงสูงตาม ดังนั้นแบบจำลองแสดงผลว่า หากกำไรต่อสมาชิก เงินออมต่อสมาชิกลดลงจะทำให้ทุนเรือนหุ้นต่อสหกรณ์เพิ่มขึ้นน่าจะเป็นไปได้ว่า สมาชิกสหกรณ์นิคมมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการฝากเงินภายในสหกรณ์ในรูปเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนเป็นในรูปทุนเรือนหุ้นในสหกรณ์

ข้อเสนอแนะ                                                                      
               1. ภาครัฐควรส่งเสริมให้สหกรณ์นิคม มีการเติบโตของสินทรัพย์หมุนเวียนของสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหกรณ์นิคมในพื้นที่แถบภาคใต้ โดยการเอื้ออำนวยในการประกอบธุรกิจของบางสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์สามารถให้เงินกู้ยืมแก่สมาชิกได้อย่างคล่องตัว และสหกรณ์สามารถบริหารจัดการธุรกิจแบบสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี เช่น การใช้ E-commerce บนเว็บไซต์ มาช่วยในการวางแผนการขาย การวางแผนการตลาดล่วงหน้า นอกจากนี้ควรส่งเสริมการเชื่อมโยงธุรกิจการขายยางพาราข้ามประเภท เช่น สหกรณ์กองทุนสวนยาง ตลาดกลางสินค้าเกษตรล่วงหน้าภายในประเทศ  (AFET) และตลาดล่วงหน้าต่างประเทศ อาทิ ตลาดล่วงหน้าญี่ปุ่นTokyo Commodity Exchange (TOCOM) เป็นต้น นอกจากนี้ภาครัฐควรส่งเสริมการยกระดับราคารับซื้อปาล์มน้ำมันและรักษาระดับราคาอย่างต่อเนื่อง
………….2. ภาครัฐควรพิจารณาส่งเสริมการรวมตัวกันดำเนินการเป็นสหกรณ์เครือข่ายเพื่อการจัดหาปัจจัยการผลิตที่สามารถจัดหาได้ในท้องถิ่นที่ลงทุนน้อย ไม่แพง ใช้วัสดุที่เหลือใช้จากการเกษตรเช่นการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพที่สามารถทดแทนปุ๋ยเคมี เป็นต้น นอกจากนี้ควรจัดหาสินค้ามาจำหน่ายที่ตรงกับความต้องการในการประกอบอาชีพ ได้แก่ ยาฆ่าสาหร่าย กากชากำจัดหอย น้ำหมักชีวภาพ กากน้ำตาล และข้าวสาร เพื่อการประหยัดค่าใช้จ่ายที่จะสามารถทำให้กำไร(ขาดทุน) ต่อสมาชิก และเงินออมต่อสมาชิกมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสหกรณ์นิคมในพื้นที่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
               โศภนิศ หนูทิศ, ดร. ประเสริฐ จรรยาสุภาพ (2551) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมเกษตรกรและผู้ยากจน กรณีศึกษา : จังหวัดชัยภูมิ วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยแม่โจ้

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ http://www.cad.go.th/cadweb_org/ewt_news.php?nid=18862

0

ทิศทางการเงินและแนวทางการเฝ้าระวังสหกรณ์ประมง

 
 

โดย ลดาสิริ อุดมธนะ

 
…………จากการที่ประมงไทยเจอกับอุปสรรคไม่ว่าปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมง ปัญหาจำนวนเรือประมง ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมายทำลายทรัพยากร ปัญหาประมงพาณิชย์ ปัญหาประมงชายฝั่ง ปัญหาต้นทุนและแรงงานประมงมาโดยตลอด ส่วนปัญหาประมงไทยที่พบมาก ใน ปี 2554 จะอยู่ทางแถบจังหวัดในภาคใต้ และกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อสหกรณ์ประมง เช่น ปัญหาการถ่ายเทของน้ำในแม่น้ำมีน้อย อันสืบเนื่องมาจากการเปิดประตูน้ำเป็นเวลาน้อย การเกิดความเปลี่ยนแปลงของวงจรชีวิตสัตว์น้ำ ปลาหลายชนิดสูญพันธุ์ไปและเกิดสภาพตื้นเขินและผักตบชวาในลำน้ำมีมาก ทำให้น้ำเน่าเหม็นในบางพื้นที่ อันเป็นเหตุให้เกิดปัญหาในการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ กรณีของประมงพื้นบ้านริมฝั่งทะเลสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลงไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาคือเรืออวนลากขนาดใหญ่ เรืออวนรุน และเรือคันไซปู การจับปลาวิธีนี้จะจับได้ปริมาณมาก สัตว์น้ำขนาดเล็กก็ถูกจับด้วย ดังนั้นจึงทำให้ปริมาณของสัตว์น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว และขาดโซ่วงจรการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำริมฝั่งทะเล ส่วนประมงปากอ่าวทะเลที่สัตว์น้ำลดลงมีสาเหตุจากการระบายของน้ำเช่นเดียวกันกับประมงลำน้ำ และป่าชายเลนอันเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำถูกทำลายจำนวนมาก ปัญหาต่อมาคือปัญหามลพิษทางน้ำ ปัญหานี้สืบเนื่องมาจากการใช้สารเคมีในการทำการเกษตรต่างๆ ทั้งการปลูกพืช และการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงกุ้ง(นากุ้ง) น้ำจากนากุ้ง และสารเคมีจากภาคอุตสาหกรรมส่งผลต่อการเกิดสภาพน้ำเสียในแหล่งน้ำ และสืบเนื่องจากการเปิดประตูน้ำมากจนเกินไปจนทำให้สัตว์น้ำในแม่น้ำ ลำคลองมีอาการน๊อคตาย เป็นต้น
…………เกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ประมงมีการดำเนินงานในการประกอบอาชีพด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตามลักษณะพื้นที่ เช่น สหกรณ์ประมงที่ตั้งอยู่ใกล้บริเวณพื้นที่แม่น้ำ ลำคลอง ที่เป็นน้ำจืด ได้แก่ แม่น้ำนครนายก แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำตาปี แม่น้ำระยอง แม่น้ำสุพรรณบุรี แม่น้ำเลย แม่น้ำกระบี่ แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำมูล แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำกก แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน่าน บึงผลาญชัย คลองลำตะคอง ฯลฯ เกษตรกรจะประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เช่น ปลานิล ปลาสลิด ปลาตะเพียนขาว ตะพาบน้ำ กุ้งก้ามกราม ปลาหมอ ปลาดุก ปลาช่อน กบ เป็นต้น สหกรณ์ประมงที่ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ชายฝั่งที่เป็นน้ำเค็มแถบชายฝั่งและในทะเล อ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งกินพื้นที่จังหวัด ชลบุรี จันทบุรี ตราด ระยอง นครศรีธรรมราช กระบี่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พังงา ปัตตานี และสงขลา โดยเกษตรกรจะเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม และหาโดยวิธีธรรมชาติในทะเล เช่น ปลา กุ้งแชบ๊วย กุ้งกุลาขาว กุ้งกุลาดำ ปู ปลาหมึก หอยแมลงภู่ หอยแครง หอยนางรม เป็นต้น สหกรณ์ประมงที่ตั้งอยู่ใกล้บริเวณพื้นที่น้ำกร่อย(ปลาสองน้ำ) ซึ่งเป็นสัตว์น้ำทะเลโดยธรรมชาติแต่สามารถอาศัยในน้ำจืดได้ โดยอาศัยชุกชุมอยู่ตามปากแม่น้ำ ลำคลอง แพร่กระจายอยู่ตามชายทะเลในอ่าวไทย เช่น แถบทะเลสาบสงขลาและทะเลน้อยในจังหวัดพัทลุง จะเพาะเลี้ยงทั้งปลาน้ำกร่อยและปลาน้ำจืด เช่น ปลากะพงขาว ปลากะพงแดง ปลาดุก ปลาสวาย ปลากด เป็นต้น อย่างไรก็ตามในการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ประมง ได้รับการยกเว้นภาษีจากรัฐบาลมาโดยตลอด ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ ภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับจากการให้สมาชิกและสหกรณ์อื่นกู้ยืม ภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะกิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร และ ภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีขายสินค้าหรือบริการไม่เกิน 1.2 ล้านบาทต่อปี
…………จากผลการศึกษาวิเคราะห์การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ประมงประจำปี 2554 ซึ่งรวบรวมข้อมูลแบบออนไลน์ได้ จำนวน 77 สหกรณ์ จากจำนวนสหกรณ์ประมงตามทะเบียน จำนวน 99 สหกรณ์ โดยรวบรวมจากสหกรณ์ที่มีปีที่ตรวจสอบบัญชีประจำปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 ถึง วันที่ 31 มีนาคม 2554 โดยทำการเก็บรวบรวมจนถึง วันที่ 30 กันยายน 2554 พบว่าสหกรณ์ประมงกระจายอยู่ตามภาคตะวันออกมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 26.00 รองลงมาเป็นภาคใต้ คิดเป็นร้อยละ 24.70 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็นร้อยละ 19.50 ภาคตะวันตกคิดเป็นร้อยละ 13.00 กรุงเทพฯและปริมณฑลคิดเป็นร้อยละ 9.10 ภาคเหนือ คิดเป็นร้อยละ 5.20 และภาคกลาง คิดเป็นร้อยละ 2.60 ส่วนสมาชิกของสหกรณ์ประมงมีจำนวนทั้งสิ้น 14,439 คน โดยเป็นสมาชิกกับสหกรณ์ประมงที่กระจายอยู่ตามภาคใต้มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 28.80 รองลงมาเป็นภาคตะวันออก คิดเป็นร้อยละ 20.80 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็นร้อยละ 20.30 ภาคตะวันตกคิดเป็นร้อยละ 15.30 กรุงเทพฯและปริมณฑลคิดเป็นร้อยละ 7.30 ภาคเหนือ คิดเป็นร้อยละ 5.30 และภาคกลาง คิดเป็นร้อยละ 2.30 การประกอบธุรกิจของสหกรณ์ประมงในช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2553 พบว่าการประกอบธุรกิจของสหกรณ์ประมง มีปริมาณธุรกิจที่คิดเป็นเม็ดเงินทั้งสิ้น 739.64 ล้านบาท โดยคิดเป็นร้อยละ 0.043 เมื่อเทียบกับปริมาณธุรกิจโดยรวมของภาคสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรของประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นเม็ดเงินจากธุรกิจการจัดหาสินค้ามาจำหน่าย เช่น อาหารสัตว์น้ำ น้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ มากที่สุดคือ 326.68 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 44.17รองลงมา คือการรวบรวมผลิตผล เช่น ปลา กุ้ง ปู หอย กบ ฯลฯ คิดเป็นมูลค่า 190.00 ล้านบาท หรือร้อยละ 25.69 การให้เงินกู้ คิดเป็นมูลค่า 113.37 ล้านบาท หรือร้อยละ 15.33 การให้บริการและส่งเสริมการเกษตร คิดเป็นมูลค่า 75.90 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.26 การรับฝากเงิน คิดเป็นมูลค่า 33.31 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.50 และการแปรรูปผลิตผล ได้แก่ ปลาหมึกลอก เนื้อปลาแล่ ปลาเค็ม กุ้งแห้ง ปูดอง หอยดอง ลูกชิ้น หอยจ้อ ปูอัด ปลาสวรรค์ ฯลฯ คิดเป็นมูลค่า 0.38 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.05 และสหกรณ์ประมงภาคตะวันตก มีปริมาณธุรกิจรวมทุกประเภทสูงที่สุด โดยมีรายได้ทั้งสิ้น 654.34 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 626.09 ล้านบาท ส่งผลให้สหกรณ์ประมงมีกำไรสุทธิประจำปีโดยรวมจำนวน 28.25 ล้านบาทภายใต้ทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 643.63 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 0.042 เมื่อเทียบกับปริมาณธุรกิจโดยรวมของภาคสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรของประเทศไทย โดยเป็นส่วนของหนี้สินทั้งสิ้น 590.68 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 91.77 ของทุนดำเนินงาน และในส่วนของทุนของสหกรณ์ทั้งหมด 52.95 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 8.23 ของทุนดำเนินงาน ภายใต้ทุนดำเนินงานทั้งหมด เป็นแหล่งเงินทุนภายใน 328.57 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 51.05 ของทุนดำเนินงาน และเป็นส่วนของแหล่งเงินทุนภายนอก 315.06 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 48.95 ของทุนดำเนินงาน สหกรณ์ได้บริหารเงินทุนดำเนินงานโดยใช้ไปในรูปของลูกหนี้มากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 423.00 ล้านบาท หรือร้อยละ 65.72 รองลงมา คือ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คิดเป็นมูลค่า 280.50 ล้านบาท หรือร้อยละ 43.98 สินทรัพย์ไม่มีตัวตน คิดเป็นมูลค่า 239.93 ล้านบาท หรือร้อยละ 37.28 เงินสดและเงินฝาก คิดเป็นมูลค่า 112.21 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.44 ที่ดินอาคารและอุปกรณ์ คิดเป็นมูลค่า 108.87 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.91 อื่นๆ คิดเป็นมูลค่า 28.67 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.46 สินค้าคงเหลือ คิดเป็นมูลค่า 6.28 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.98 และ หลักทรัพย์และตราสาร คิดเป็นมูลค่า 5.15 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.80
…………เป็นที่น่าสังเกตว่าทิศทางการเงินสหกรณ์ประมงในปี 2555-2559 อาจจะเปลี่ยนไปมากหากไม่มีการควบคุมทางการเงินและผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสหกรณ์ประมงอย่างเหมาะสม โดยจากผลพยากรณ์พบว่า ลูกหนี้ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน เงินสดและเงินฝาก มีแนวโน้มอาจจะเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่หลักทรัพย์และตราสาร ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ สินค้าคงเหลือ และอื่นๆ ในอีก 5 ปี ข้างหน้า พบว่ามีแนวโน้มอาจจะชะลอตัวเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นไปได้ว่าในอนาคตสหกรณ์ประมงจะมีโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเป็นเจ้าของธุรกิจสหกรณ์ที่จะต้องมีที่ดิน อาคาร เป็นของตัวเองเป็นการเช่าพื้นที่ในการทำธุรกิจเพิ่มมากขึ้น โดยอาจจะมีอัตราการเติบโตของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากผลจากการถือใช้นโยบายการทางการเงินแก่เกษตรกรของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ลูกหนี้มีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้น หากไม่สามารถตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่สูงขึ้นให้ตามกันอยู่ได้ จึงน่าเป็นห่วงกับสหกรณ์ประมงในอนาคต
 
…………ในปี 2554 ระดับการเฝ้าระวังทางการเงินของสหกรณ์ประมง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับการเฝ้าระวังมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 36.36 ของสหกรณ์ประมงทั้งหมด และระดับขนาดของสหกรณ์ประมง ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับขนาดกลาง คิดเป็นร้อยละ 42.86 ของสหกรณ์ประมงทั้งหมด
 
 
…………โดยจากการพิจารณา แนวโน้มอัตราส่วนทุนสำรองต่อสินทรัพย์ ในช่วงปี 2550 – 2554 พบว่า คงที่ทุกปี
 
 
 
…………อัตราลูกหนี้ที่ชำระได้ตามกำหนด มีแนวโน้มค่อยๆเพิ่มขึ้นใน 5 ปี ที่ผ่านมา ส่วนอัตราค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อกำไร (ก่อนหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน) ลดลงโดยตลอด
 
 
…………โดยผลกระทบเกี่ยวเนื่องทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ส่งผลต่อธุรกิจของสหกรณ์ประมงได้แก่ การขาดแคลนเงินทุนในการประกอบอาชีพทางการประมง ขาดเทคนิคในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ต้องซื้อวัสดุอุปกรณ์ประมงที่มีราคาสูงมาก ขาดความรู้ในด้านการจัดการ การปิด-เปิดประตูน้ำของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผลกระทบจากภาวะมลพิษทางน้ำที่เกิดจากวาตภัยหรือพายุ มลพิษทางน้ำที่เกิดจากกระแสน้ำเนื่องจากฝั่งทะเลอ่าวไทยที่มีกระแสน้ำขึ้นน้ำลง ผลกระทบจากฝั่งทะเลอันดามันกระแสน้ำจะไหลแรง น้ำป่าไหลหลาก ภาวะน้ำเปรี้ยวที่เกิดจากการปล่อยน้ำจากการทำการเกษตร การใช้เรืออวนลากและเรืออวนรุนแถบที่ขาดการควบคุมจนทำให้ตัวอ่อนของสัตว์น้ำตาย ผลกระทบจากอวนรุนที่ขาดการควบคุมจนทำให้ปะการังซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำตัวอ่อนถูกทำลาย อาจจะได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัส และ เชื้อแบคทีเรียในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ผลกระทบจากนโยบายภาครัฐด้านโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการประมงไม่มีการปรับปรุงมาเป็นเวลานาน ฯลฯ จนทำให้บางสหกรณ์ประมงยังประสบปัญหาการขาดทุน จนในที่สุดอาจขาดความยั่งยืนของอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำลงได้
…………ดังนั้นในอีก 5 ปี ข้างหน้า จึงควรเพิ่มการอบรมเกษตรกรด้านการจัดการธุรกิจแบบครบวงจร และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างเหมาะสม เช่น ส่งเสริมให้เกษตรกรแถบริมคลองหันมาเลี้ยงปลาพื้นบ้านในกระชังแบบธรรมชาติเสริมด้วยอาหาร ในช่วงที่มีปริมาณน้ำคงที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงปลา เพื่อสร้างรายได้เสริมก่อนฤดูน้ำหลาก โดยเน้นเลี้ยงสัตว์น้ำที่สามารถจับขายได้เร็ว เป็นที่ต้องการของตลาดและเป็นสัตว์น้ำประจำถิ่นที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ ลำคลอง เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน เป็นต้น พัฒนาระบบตลาดที่ยุติธรรม และนอกจากนี้ ควรมีการปรับปรุงนโยบายด้านประมงและด้านอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เช่น เพิ่มการปลูกป่าชายเลนเพื่อรักษาระบบนิเวศและลดการกัดเซาะชายฝั่ง เพิ่มการใส่จุลินทรีย์ อี เอ็ม ลงในแม่น้ำ ลำคลอง เป็นระยะๆ การปลูกหญ้าแฝก เป็นต้น ควบคุมการใช้อวนรุนในการจับสัตว์น้ำเพื่ออนุรักษ์ตัวอ่อนให้มีได้ตลอดไป ควบคุมการปิด-เปิดประตูระบายน้ำของเจ้าหน้าที่อย่างสอดคล้องกับการเลี้ยงดูสัตว์น้ำของเกษตรกร ควรส่งเสริมการใช้กระชังแบบถุงพลาสติกที่สามารถเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำได้กรณีเจอกับสภาพน้ำเปรี้ยว กระแสน้ำขึ้นน้ำลง และควรควบคุมจำนวนเรือประมงและทำการลดจำนวนเรือประมงให้จำนวนเหมาะสมกับพื้นที่น่านน้ำ ควรปรับปรุงระบบการเตือนภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันแบบครบวงจร
นอกจากนี้ ควรมีการวางแผนการถือใช้นโยบายทางการเงินของรัฐบาลแก่เกษตรกรอย่างเหมาะสม ส่วนสหกรณ์ประมงเองควรดำเนินงานอย่างมีกลยุทธ์ทางธุรกิจและต่อสมาชิก ในการ ยกระดับฐานะความเป็นอยู่ให้แก่สมาชิก เช่น ควรให้ความช่วยเหลือสมาชิกในด้านการเงินด้วยการให้มีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และควรดึงดูดให้สมาชิกของสหกรณ์หันมาเก็บเงินกับสหกรณ์เพิ่มมากขึ้นด้วยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทน อย่างไรก็ตามควรแผนการตลาดและแผนการบริหารจัดการที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการล้มละลายของธุรกิจและสามารถจะประคองธุรกิจสหกรณ์ประมงได้อย่างต่อเนื่องโดยการมีแผนกลยุทธ์ของสหกรณ์ ควรมีการพิจารณาการควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานโดยเฉพาะในส่วนที่พอจะควบคุมได้ก่อน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าจ้างพนักงาน เป็นต้น ควรลดต้นทุนสหกรณ์ด้วยการว่าจ้างจำนวนบุคลากรเหมาะสมกับขนาดของธุรกิจ ควรลดต้นทุน(Cost reduction) ในการจัดซื้อสินค้ามาจำหน่ายในสหกรณ์ประมง เช่น อาหารสัตว์ น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น เป็นต้น ด้วยการรวมกันซื้อคราวละมากๆ ควรปรับปรุงการควบคุมสินค้าคงคลังหรือสต๊อกสินค้าโดยการใช้เทคโนโลยีควบคุมเพื่อไม่ให้สินค้าค้างสต๊อกมากเกินไปแต่ก็ควรวางแผนในบางสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงที่อาจจะเกิดขึ้นโดยการกักตุนสินค้าไว้บางส่วนเพื่อป้องกันสินค้าขาดมือที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ควรปรับปรุงคุณภาพสินค้าที่นำมาจำหน่ายที่จะไม่หมดอายุอย่างรวดเร็วและไม่มีสิ่งปนเปื้อนโดยเฉพาะจากเชื้อโรค ควรพิจารณาบางเรื่องว่าควรทำเองหรือให้หน่วยงานภายนอกเป็นผู้ดำเนินการ ควรการสร้างความแตกต่าง ( Differentiation)ในตัวสินค้าที่นำมาจำหน่ายเพื่อลดปัญหาคู่แข่งทางธุรกิจ และควรให้การบริการลูกค้าที่รวดเร็ว ( Quick response) อยู่เสมอ
 
 
 
 
 
 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์
 
0

การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหกรณ์ร้านค้า แนวโน้มทำรายได้ให้ประเทศรับเออีซี

นางวัลดี แก้วพรหม

 

สหกรณ์ร้านค้า 

……….ในปัจจุบันภาครัฐมีนโยบายมุ่งเน้นเพื่อเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจและสังคม ช่วยเหลือประชาชนทุกภาคส่วนให้เกิดสภาพคล่องทางเศรษฐกิจและการเงิน จากนโยบายดังกล่าวส่งผลต่อกระบวนการสหกรณ์ที่ต้องขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ สหกรณ์ร้านค้าเป็นสหกรณ์ที่ผู้บริโภครวมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดหาสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคและรวบรวมผลิตผลและผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไป โดยจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ในประเภทสหกรณ์ร้านค้า มีสภาพเป็นนิติบุคคล ซึ่งสมาชิกผู้ถือหุ้นทุกคนเป็นเจ้าของ และลงทุนร่วมกันด้วยความสมัครใจเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนในการซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค และเพื่อผดุงฐานะทางการเศรษฐกิจของตนและหมู่คณะ

……….อย่างไรก็ตามยังเหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 ปีที่กลุ่มประเทศสมาชิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน จะมีการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวภายใต้กรอบของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จึงทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการระดมความคิดเห็นเพื่อปรับขบวนสหกรณ์ทั้งระบบมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในนามของคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ และมีการระดมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นชุมนุมสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จัดประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อเรื่อง “พัฒนาและส่งเสริมสหกรณ์” เพื่อกำหนดกรอบพัฒนาความพร้อม การปรับกลยุทธ์ และส่งเสริมเป็นเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน

……….สหกรณ์ร้านค้าก็เป็นสหกรณ์ประเภทหนึ่งที่มีส่วนผลักดันและขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศ ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนสหกรณ์ร้านค้าตามทะเบียนไม่มากนักในจำนวน 181 แห่ง มีจำนวนสมาชิกสหกรณ์ร้านค้ารวม 743,112 คน ดำเนินธุรกิจให้กับประเทศรวมมูลค่าธุรกิจ 7,053.67 ล้านบาท จากการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์รวม 5 ด้าน ได้แก่ การรับฝากเงิน การให้เงินกู้ การจัดหาสินค้ามาจำหน่าย การรวบรวมผลิตผล/การแปรรูปผลิตผล การให้บริการส่งเสริมการเกษตร

……….โดยธุรกิจการจัดหาสินค้ามาจำหน่ายมีมูลค่าธุรกิจสูงสุด จำนวน 6,634.51 ล้านบาท หรือร้อยละ 94.06 ของมูลค่าธุรกิจรวมของสหกรณ์ร้านค้าทั่วประเทศ โดยจำหน่ายสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคสูงสุดร้อยละ 78.65 ดังรายละเอียดตามตารางต่อไปนี้

……….การเติบโตทางเศรษฐกิจ ในครึ่งแรกปี 2556 สหกรณ์ร้านค้าทั่วประเทศ พบว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นทั้งเงินทุน ธุรกิจและรายได้ จากเงินทุนดำเนินงาน 3,261.12 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2555 ค่อนข้างสูงถึงร้อยละ 44.64 สามารถบริหารจัดการธุรกิจให้เติบโตขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.54 สร้างรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.51 ส่งผลให้มีอัตราการขยายตัวของกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.49 โดยเฉลี่ยผู้บริโภคมีการใช้บริการสินค้าของสหกรณ์ร้านค้าตกครัวเรือนละ 8,928 บาท/ปี หรือตกเดือนละ 744 บาท/เดือน สำหรับธุรกิจด้านการรับฝากเงินเติบโตสูงสุดถึง 3.78 เท่าตัว โดยสมาชิกสหกรณ์ยังมีเงินออมเหลือเฉลี่ย/คนเท่ากับ 571.91 บาท นั่นอาจหมายถึงประชาชนในประเทศมีความอยู่ดีกินดีที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

……….สรุปแนวโน้ม  ในปี 2556 แม้หลายสถาบันคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีโครงสร้างที่ไม่เปลี่ยนแปลงจาก  ปี 2555 มากนัก คือ ขยายตัวร้อยละ 5.20 (ช่วงคาดการณ์ที่ ร้อยละ 4.7-5.7) และอัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 3.50 ในขณะที่สหกรณ์ร้านค้าทั่วประเทศคาดว่าน่าจะมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.24 ทำให้มีบทบาทมากขึ้นใน  การขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องจากปี 2555 แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีปัจจัยเสี่ยง ในปัจจุบันจากการแข่งขันของการบริการประเภทร้านค้าทั่วไปที่อยู่บริเวณใกล้เคียงหรือโดยรอบ ซึ่งมีการขยายเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการที่มีความพร้อมเกือบทุกด้านมีทุนดำเนินงานมาก มีระบบการจัดการสินค้าที่ดี และ มีระบบการให้บริการที่รวดเร็ว อาทิเช่น ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ศูนย์การค้าต่าง ๆ และร้านค้าปลีกทั่วไป ซึ่งสหกรณ์ร้านค้าจะต้องนำมาพิจารณาแก้ไขปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ต่าง ๆ เช่น ด้านการให้บริการที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น และ  จัดนำสินค้ามาจำหน่ายให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งการวางแผนบริหารจัดการให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศตลอดเวลาเพื่อรองรับกับปัจจัยต่าง ๆ ในการแข่งขันเพื่อแบ่งส่วนตลาดกับผู้ค้ารายใหญ่ต่อไป และหน่วยงานภาครัฐควรพิจารณาหาแนวทางในการผลักดันเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถให้แก่สหกรณ์ไทยเป็นที่ยอมรับของสากลและเพื่อเตรียมพร้อมที่จะก้าวเดินเข้าสู่อาเซียนใน 2 ปีข้างหน้านี้ต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

http://www.cad.go.th/cadweb_org/ewt_news.php?nid=19255&filename=index

2

สหกรณ์การเกษตร ภัยแล้งกระทบต่อธุรกิจหรือไม่

โดย สุกัญญา มูลกลาง

          “ภัยแล้ง…..ภัยพิบัติด้านการเกษตร” ภัยแล้งในประเทศไทยมีผลกระทบโดยตรงกับการเกษตรและแหล่งน้ำ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ ภัยแล้งจึงส่งผลเสียหายต่อกิจกรรมทางการเกษตร เช่น พื้นดินขาดความชุ่มชื้น พืชขาดน้ำ ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพต่ำ รวมถึงปริมาณลดลง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมากที่สุด ได้แก่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง การเกิดภัยแล้งอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดผลกระทบตามมา คือ

           1. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้แหล่งน้ำตามธรรมชาติตื้นเขิน ระดับน้ำใต้ดินเปลี่ยนแปลง พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์เกิดความแห้งแล้ง เกิดการกัดเซาะของหน้าดิน และการทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ของที่ดิน
           2. ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้ผลผลิตด้านเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมลดลง รวมทั้งกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เช่น ผลผลิตทางการเกษตรคุณภาพต่ำ ทำให้ราคาผลผลิตลดลง เกิดความยากจน
           3. ผลกระทบทางด้านสังคม เกิดการละทิ้งถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ การจัดการคุณภาพชีวิตลดลง และเกิดความขัดแย้งในการใช้น้ำ

           การจัดตั้งสหกรณ์การเกษตร เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพของสมาชิก และช่วยแก้ปัญหาของสมาชิกในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การขาดแคลนเงินทุน ขาดแคลนที่ดินทำกิน ปัญหาในเรื่องการผลิต ขาดปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่สหกรณ์การเกษตรช่วยแก้ไขได้และเป็นวิธีการแก้ไขในระยะยาว โดยการให้บริการต่าง ๆ แก่สมาชิก ได้แก่ การให้เงินกู้ การรับฝากเงิน การรวบรวมผลิตผลการเกษตรและผลิตภัณฑ์ของสมาชิกมาจัดการจำหน่ายหรือแปรรูปออกจำหน่าย การจัดหาวัสดุการเกษตรและเครื่องอุปโภคบริโภคมาจำหน่าย การจัดระบบส่งน้ำ การใช้น้ำ การส่งเสริมเผยแพร่วิชาการเกษตรและอุตสาหกรรมในครัวเรือนและการให้บริการอื่น ๆแก่สมาชิก รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนและคุ้มครองของสหกรณ์ ภายใต้นโยบายของรัฐบาลในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในภาคเกษตร เสริมสร้างรากฐานครัวเรือนเกษตรกรให้เข้มแข็ง สนับสนุนเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุนการผลิต สร้างความเข็มแข็งให้ภาคเกษตร และแก้ปัญหาความยากจนให้แก่เกษตรกร

           ในไตรมาสที่ 1/2556 ภาพรวมผลการดำเนินงานและฐานะการเงินที่ผ่านมาของสหกรณ์การเกษตร ประมวลผลข้อมูลสิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2556 จำนวนทั้งสิ้น 3,727 สหกรณ์ มีสมาชิกรวมจำนวน 6,316,000 คน พบว่าภายใต้ทุนดำเนินงาน 178,562.22 ล้านบาท มีมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจรวม 318,727.96 ล้านบาท โดยธุรกิจการรวบรวมผลิตผลมีปริมาณสูงสุด จำนวน 97,757.68 ล้านบาท หรือร้อยละ 30.67 รองลงมาคือ ธุรกิจการให้เงินกู้แก่สมาชิก จำนวน 71,072.42 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.30 สามารถสร้างกำไรสุทธิโดยรวม จำนวน 4,643.52 ล้านบาท สมาชิกมีเงินออมเฉลี่ย 13,789.56 บาท/คน และหนี้สินเฉลี่ย 18,192.71 บาท/คน โดยหนี้สินเฉลี่ยคิดเป็น 1.32 เท่าของเงินออมเฉลี่ย โดยมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของทุนอยู่ที่ 8.86 และ อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ 2.93

            จากข้อมูลข้างต้น สะท้อนภาพเศรษฐกิจโดยรวมของสหกรณ์การเกษตรทั้งระบบ สิ้นสุดไตรมาส 1/2556 ว่าภัยแล้งยังไม่มีผลกระทบมากนักในทุกพื้นที่ และสหกรณ์มีความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจได้ค่อนข้างดี สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจและมีผลกำไรที่ดีในทุกพื้นที่เช่นกัน เห็นได้จากธุรกิจการรวบรวมผลิตผลการเกษตรมีมูลค่ามากที่สุดถึง 30.67% ของมูลค่าทางธุรกิจทั้งสิ้น เนื่องจากเกือบครึ่งหรือ 44.34% เป็นผลผลิตของพื้นที่ภาคใต้

……..แต่ผลพวงจากปัญหาภัยแล้งส่งผลกระทบต่อรายได้ของสมาชิกที่จะมีเหลือพอส่งชำระหนี้ได้ตามกำหนด เพราะสมาชิกต้องสูญเสียการลงทุนในพืชผลการเกษตร ซึ่งโดยปกติแล้วสมาชิกจะไม่มีทุนสำรองเก็บไว้ จึงต้องกู้ยืมเพิ่มขึ้น ทำให้มีผลกระทบต่อเงินทุนหมุนเวียนของสหกรณ์ เพราะทุนดำเนินงานของสหกรณ์ส่วนใหญ่ได้นำไปลงทุนอยู่ในลูกหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ระยะสั้นที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี สภาพคล่องทางการเงินตลอดจนความสามารถในการชำระหนี้จึงขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ในการบริหารลูกหนี้ ความเอาใจในในการติดตามทวงถามให้มีการชำระหนี้ได้ตามกำหนดสัญญา และถึงแม้ว่าสมาชิกจะมีอัตราของหนี้สินเฉลี่ยสูงกว่าการออมก็ตาม ยังชี้ให้เห็นว่าธุรกิจให้บริการของสหกรณ์การเกษตรยังคงได้รับการตอบรับจากสมาชิกเป็นอย่างดี

…….อย่างไรก็ตามช่วงไตรมาสที่ 2 สหกรณ์ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวัง และติดตามสถานการณ์ทั้งภาวะเศรษฐกิจและภาวะสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่กำลังประสบปัญหาภัยแล้ง ตลอดจนหาแนวทางปรับปรุงการดำเนินงาน และระบบการควบคุมภายในของสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลผลการดำเนินงานที่ผ่านมา เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการบริหารงานของสหกรณ์ให้ดียิ่งขึ้น

 

     

                                                                              

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ http://www.cad.go.th/cadweb_org/ewt_news.php?nid=18608&filename=index